คลังเก็บรายเดือน: มิถุนายน 2020

”ฉัตร์ชัยเดชา” ตื่นเต้นภรรยาเตรียมคลอดบุตรคนที่ 2 อีก 3 สัปดาห์

”ฉัตร์ชัยเดชา” ตื่นเต้นภรรยาเตรียมคลอดบุตรคนที่ 2 อีก 3 สัปดาห์

”เจ้าสด” ฉัตร์ชัยเดชา บุตรดี นักมวยสากลสมัครเล่นทีมชาติไทย ที่สามารถคว้าโควตาไปชกในกีฬาโอลิมปิก 2020 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ในช่วงกลางปีหน้าได้สำเร็จ จากการคว้าโควตาในศึกมวยสากลสมัครเล่นคัดเลือกโอลิมปิก 2020 โซนเอเชีย-โอเชียเนีย ที่ประเทศจอร์แดน เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
ล่าสุด เมื่อวันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน 63 นักชกวัย 35 ปีรายนี้ได้ขอลาจากการฝึกซ้อมที่ศูนย์ฝึกกีฬาแห่งชาติมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เป็นเวลา 1 วัน เพื่อพา ”น้องจิบ” จุฑารัตน์ บุตรดี (เนียมสุ่ม) ภรรยาสาว ที่กำลังตั้งครรภ์บุตรสาวคนที่ 2 เป็นเวลา 8 เดือน ไปพบแพทย์ตามนัดเพื่อตรวจสุขภาพลูกในครรภ์ก่อนจะลืมตามาดูโลกในวันที่ 19 กรกฎาคมนี้

กำปั้นชาวจังหวัดสระแก้วที่กำลังจะขึ้นชกในกีฬาโอลิมปิกเป็นสมัยที่ 3 ในปีหน้าได้กล่าวว่า รู้สึกตื่นเต้นและดีใจมากที่บุตรสาวคนนี้กำลังจะลืมตามาดูโลก เพราะตลอดระยะเวลาที่ภรรยาตั้งครรภ์ ตนได้อยู่ดูแลลูกคนนี้ในครรภ์ภรรยามาโดยตลอด เนื่องจากใน ช่วงที่โควิด-19 ระบาดในประเทศไทย เมื่อ 2-3 เดือนก่อนตนและนักชกทีมชาติไทยคนอื่นๆ ต้องแยกกันซ้อมที่บ้าน จึงมีเวลาดูแลลูกและภรรยาอย่างใกล้ชิดมาอย่างต่อเนื่อง

ตรงกันข้ามกับตอนภรรยาตั้งครรภ์บุตรสาวคนแรกที่ตนเองแทบไม่ได้อยู่ดูแลลูกและภรรยาเลย เนื่องจากตรงกับช่วงที่ไปเก็บตัวฝึกซ้อมที่ประเทศอังกฤษ ก่อนที่จะชกในโอลิมปิก 2012 พอดี

”ตอนนี้ผมรู้สึกตื่นเต้นมากที่กำลังจะมีทายาทคนที่ 2 พร้อมกับเป็นแรงผลักดันที่ทำให้ผมตั้งใจซ้อมอย่างเต็มที่เพื่อนำเหรียญโอลิมปิกกลับมาฝากลูกๆ และภรรยาให้ได้” นักชกเจ้าของแชมป์เอเชีย 2015 กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ภรรยามีกำหนดคลอดในอีก 3 สัปดาห์ข้างหน้าตนเองได้วางแผนที่จะลาซ้อมจากแคมป์ทีมชาติเป็นเวลา 1 สัปดาห์เพื่อดูแลบุตรสาวคนที่ 2 และภรรยาอย่างเต็มที่

รักษาทุกทาง!วันเฮงใช้เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหวังหายเจ็บเร็วขึ้น

รักษาทุกทาง!วันเฮงใช้เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหวังหายเจ็บเร็วขึ้น

รักษาทุกทาง!วันเฮงใช้เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหวังหายเจ็บเร็วขึ้น

      ”บิ๊กซ้ง” ทรงชัย รัตนสุบรรณ โปรโมเตอร์ศึกวันทรงชัยเป็นห่วง วันเฮง ซีพีเอฟ แชมป์โลกรุ่น 105 ปอนด์สภา มวยโลก WBC ซึ่งเคยเป็นอดีตยอดไอ้แอ้ดมวยไทยแห่งศึกวันทรงชัย โดยให้ไปรักษาที่ SevenPlusclinic คลินิกของ ศิริภพ รัตนสุบรรณ (ลูกชาย) กับ พญ.มริญญา ผ่องผุดพันธ์ (ลูกสะใภ้) โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ

     สืบเนื่องมาจากอาการเจ็บจมูกและสายตาของวันเฮง จนเกิดความเครียดสะสมหลายอย่าง ถึงขั้นประกาศแขวนนวมผ่านทางเฟซบุ๊กจนเป็นข่าวดัง ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ ”บิ๊กซ้ง” อดีตโปรโมเตอร์ต้นสังกัดสมัยที่วันเฮงชกมวยไทยอยู่ ”ศึกวันทรงชัย” มีความเป็นห่วงจึงได้ประสานมาที่ เฮง ศักดิ์ชัยสิทธิ์ หัวหน้าคณะเพื่อให้วันเฮงได้ไปรักษาที่คลินิกของลูกชายกับลูกสะใภ้ โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ซึ่งทุกคนได้ปรึกษากันแล้วว่าน่าจะลองดูทุกศาสตร์ทุกทาง ถ้าทำให้วันเฮงมีอาการดีขึ้นเพื่อกลับมาชกสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยอีกครั้ง

    โดยเมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 27 มิ.ย.ที่ผ่านมา ”เจ๊หนู” สุชญา ขาวโชติช่วง แม่ย่านางของค่ายมวยมีนะโยธิน ได้นำวันเฮงเดินทางไปที่ SevenPlusclinic พระราม 9 ซอย 51 คลินิกของ ศิรภพ รัตนสุบรรณ และ พญ.มริญญา ผ่องผุดพันธ์ เพื่อทำการรักษาด้วยเครื่องกระตุ้นไฟฟ้า เทคโนโลยีจากประเทศเยอรมัน ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้เซลล์ของร่างกายทำงานได้ดีขึ้นและการรักษาตัวฟื้นตัวจากการบาดเจ็บของร่างกายก็จะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพดีขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยบำบัดร่างกายลดความเครียดได้อีกด้วย

    ซึ่งเรื่องนี้ ศิริภพ รัตนสุบรรณ ได้กล่าวว่า ”เป็นเทคโนโลยีจากเยอรมันใช้ไฟฟ้ากระตุ้นเซลล์ในร่างกายซึ่งจะช่วยให้แผลรักษาได้เร็วขึ้น และช่วยผ่อนคลายทำให้หลับสบาย ซึ่งก็อยากให้นักมวยที่บาดเจ็บจากการชกหรือฝึกซ้อมได้ลองมารักษาดู ซึ่งจะทำให้อาการบาดเจ็บหายเร็วขึ้นอย่างแน่นอน”

“ซุปเปอร์บอน” ดาวเด่นประดับวงการที่ตบเท้าเข้าสังกัด ONE อีกคน

“ซุปเปอร์บอน” ดาวเด่นประดับวงการที่ตบเท้าเข้าสังกัด ONE อีกคน

"ซุปเปอร์บอน" ดาวเด่นประดับวงการที่ตบเท้าเข้าสังกัด ONE อีกคน

อีกหนึ่งยอดมวยชาวไทยระดับตัวท็อปโลก “ซุปเปอร์บอน” หลังจรดปากกาเซ็นสัญญาเข้าร่วมสังเวียน วัน แชมเปียนชิพ แฟนๆ ก็จับตาเขาทันที ด้วยชื่อเสียงประสบการณ์ผ่านมวยมาอย่างโชกโชน นอกจากดีกรีแชมป์หลายเวที เขายังจัดเป็นมวยอัจฉริยะที่ผ่านมาแล้วทั้งมวยไทยและคิกบ็อกซิ่ง ซึ่งทุกความสำเร็จนั้นล้วนแต่ต้องใช้ความมานะพยายามทั้งสิ้น

“ซุปเปอร์บอน” ในอดีตรู้จักกันในสีเสื้อ ลูกเจ้าแม่สายวารี เขามีชื่อเล่นว่า “บอน” ชื่อจริงคือ นายศุภชัย หมื่นสังข์ ปัจจุบันอายุ 29 ปี มีพื้นเพเป็นคน อ.ควนขนุน จ.พัทลุง มีพี่น้องทั้งหมด 4 คน เขาเป็นคนที่สาม ในวัย 5 ขวบ ซุปเปอร์บอน ได้เริ่มทำความรู้จักกับมวยไทยจากผู้เป็นพ่อที่ชื่นชอบกีฬาชนิดนี้เป็นชีวิตจิตใจ จนเปิดค่ายมวยของตนเองในชื่อ “ลูกเจ้าแม่สายวารี” ที่นั่นมีเทรนเนอร์คนสำคัญซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมของพ่อคือ นายบุญธรรม สมพิศ

เขาร่ำเรียนวิชามวยอยู่หนึ่งปี จึงได้ขึ้นชกและแพ้ติดต่อกันถึง 5 ครั้ง ซุปเปอร์บอน ตั้งความหวังที่จะทำให้พ่อภูมิใจ เขาจึงทุ่มเทฝึกฝนอย่างหนักจนฟอร์มดีขึ้นเรื่อยๆ และเริ่มมีชื่อเสียงขจรขจาย ขยายพื้นที่จากละแวกชุมชน เป็นจังหวัด เป็นภาค และก้าวขึ้นสู่เวทีมวยมาตรฐานในเมืองหลวงตอนอายุ 15 ปี

หลังจากจบชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนประจำจังหวัด เขาก็เข้าศึกษาในระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต (RBAC) คณะบริหารธุรกิจ สาขาคอมพิวเตอร์ พร้อมกับย้ายถิ่นฐานเข้ามาพำนักอยู่ที่กรุงเทพฯ และเปลี่ยนที่ซ้อมมวยเป็นค่าย ต.เฉลิมชัย ย่านเหม่งจ๋าย

ความเก่งกาจของเขาเริ่มมีเครื่องหมายการันตี ด้วยการเป็นแชมป์ประเทศไทยรุ่นไลต์เวต 135 ปอนด์ พร้อมป้องกันแชมป์ต่อเนื่องถึงขั้นเก็บชัยชนะจาก “สิงห์ร้ายแดนขแมร์” หรือ สิงห์ดำ เกียรติหมู่ 9 มวยรุ่นพี่ดีกรียอดมวยไทยปี 2549 ได้สำเร็จ ทั้งยังเป็นรองแชมป์มวยรอบอีซูซุครั้งที่ 22 และรองแชมป์มวยรอบโตโยต้ามาราธอนอีกด้วย

ขณะที่ตลาดนักมวยใหญ่ในบ้านเราไม่เป็นที่นิยม ซุปเปอร์บอน จึงเริ่มห่างหายจากการชก เป็นขาลงจนเขามีทีท่าจะแขวนนวม และผันตัวไปเป็นเทรนเนอร์ร่วมกับพี่ชาย (นายคงศักดิ์) ที่บินลัดฟ้าไปเปิดยิมถึงถิ่นจิงโจ้

พอดีมีคนทาบทามให้เขาร่วมชกในรายการมวยไทยนานาชาติ ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในวัย 23 ปี ประกอบกับย้ายมาอยู่ค่าย “บัญชาเมฆ” ของยอดตำนานซูเปอร์สตาร์นักชกไทยอย่าง “บัวขาว” จึงมีรายการติดต่อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จนสุดท้ายเขาได้เป็นแชมป์รายการคุนหลุนไฟต์ และ เอ็นฟิวชัน มีชื่อเสียงเบอร์ต้นๆ ในระดับโลก

ผลงานและการสร้างชื่อเสียงให้กับสยามประเทศมากมาย เขาจึงควรค่าแก่การได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติ “มวยไทยสมัครเล่นดีเด่น (ชาย)” จากวันมวยไทยแห่งชาติ ครั้งที่ 6 ในปี 2561

หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ซุปเปอร์บอน ได้เข้ารับราชการทหารต่อทันที จนปัจจุบันมียศสิบโท สังกัดกองสรรพาวุธ กรมทหารราบที่ 5 หลังจากค่ายบัญชาเมฆย้ายไปอยู่เชียงใหม่ ซุปเปอร์บอน จึงย้ายมาซ้อมอยู่ค่ายมวยไทยอะคาเดมี แถวคลองเตย แทน

การเซ็นสัญญาเพื่อเข้ามาร่วมศึกกับ วัน แชมเปียนชิพ ในครั้งนี้ จะเป็นบทพิสูจน์ที่สำคัญของ ซุปเปอร์บอน เพราะในรุ่นน้ำหนักเดียวกับเขา มียอดฝีมือตบเท้าเข้ามาอยู่กับ ONE มากที่สุดเป็นประวัติการณ์

ชีวิตนักมวยดังในต่างแดน “โจ ณัฐวุฒิ” อยู่อย่างไรในอเมริกา?

ONE Championship

ชีวิตนักมวยดังในต่างแดน “โจ ณัฐวุฒิ” อยู่อย่างไรในอเมริกา?

(21 พ.ค.63) อีกหนึ่งยอดมวยไทยที่ไป โด่งดังไกลถึงต่างแดน เจ้าของแชมป์ไลออนไฟต์สองรุ่น และ WMC มวยไทย “สโมกกิน โจ ณัฐวุฒิ” อย่างที่ทราบโดยทั่วกันว่า อเมริกาเป็นอีกหนึ่งประเทศใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิด-19 ขั้นรุนแรงด้วยยอดผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตจำนวนมหาศาล โชคดีที่ โจ ซึ่งอาศัยอยู่ที่นั่นมากว่า 7 ปี ดูแลตัวเองเป็นอย่างดี สามารถรับมือกับมันเพื่อรอวันกลับคืนสู่สังเวียนอีกครั้ง

โจ ณัฐวุฒิ อยู่อย่างไรในอเมริกา?

แต่ละวันของ “สโมกกิน โจ” เขาใช้เวลาไปอย่างคุ้มค่ากับงานอดิเรกต่างๆ ที่บ่งบอกถึงความเรียบง่ายในแบบฉบับของตัวเอง เริ่มต้นจากการตื่นเช้า ออกวิ่งเป็นประจำวันละ 5-6 กิโลเมตร บริเวณสวนสาธารณะแถวบ้าน

“ผู้คนที่นี่ (รัฐจอร์เจีย) มีความรับผิดชอบต่อส่วนรวมดีครับ หากเห็นใครวิ่งมาในระยะที่เริ่มจะเข้าใกล้กัน ต่างคนก็ต่างหลบเพื่อรักษาระยะห่างทางสังคมเอาไว้เสมอ ทุกคนยังใช้ชีวิตกันตามปกติ เพียงแต่บริษัทห้างร้านปิดทำการลงชั่วคราวเท่านั้น” โจ อธิบายถึงสภาพแวดล้อมในเมืองที่เขาอาศัยอยู่ในปัจจุบัน

หลังจากนั้นในช่วงสายๆ ของวัน โจ จะใช้เวลาอยู่กับแปลงผักสวนครัว โดยเขาไม่จำเป็นต้องไปหาซื้อผักที่ไหน เพียงแค่เดินไปข้างๆ บ้าน เด็ดผักจากในสวน แล้วกลับเข้าครัว ลงมือทำสลัดทานเองง่ายๆ เมนูปกติธรรมดา แต่เต็มไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ ซึ่งส่วนใหญ่ผักที่เขาปลูก ก็จะมีทั้ง ผักบุ้ง ผักขม และพริก

เข้าสู่ช่วงบ่ายมีสิ่งหนึ่งที่ โจ ทำทุกวันไม่เคยขาด นั่นคือการอ่านหนังสือออนไลน์วันละ 2 ชม. เพราะภาษาอังกฤษ คือสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะกับคนที่ต้องสู้ชีวิตไกลบ้านเกิดเมืองนอนแบบเขา

“ตั้งแต่ผมย้ายมาอยู่ที่อเมริกาเมื่อประมาณ 7 ปีที่แล้ว ผมไม่มีความรู้ภาษาอังกฤษติดตัวเลย ทุกอย่างนับหนึ่งใหม่หมด ผมบอกกับตัวเองว่าต้องอ่านหนังสือทุกวัน ประกอบกับความโชคดีเมื่อผมย้ายเข้ามาอยู่รัฐจอร์เจีย ที่นี่จะมีศูนย์การเรียนรู้ประจำเมืองที่เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเรียนภาษาอังกฤษได้ฟรีๆ ผมไปเรียนทุกสัปดาห์ อาทิตย์ละประมาณ 2 – 3 ครั้ง”

เมื่อเสร็จจากการอ่านหนังสือ บางที โจ ก็เลือกขี่จักรยานชมเมืองไปเรื่อยๆ หรือเดินเล่นในหมู่บ้าน หากไม่อยากออกไปไหน ดนตรี ก็จะเป็นกิจกรรมที่ผ่อนคลายความเบื่อหน่ายได้ดีทีเดียว

“ผมพอจะร้องเพลงและเล่นกีตาร์ได้บ้างครับ วงโปรดผมคือ Linkin Park ก็จะชอบเอาเพลงวงนี้มาร้องเล่นอยู่เป็นประจำ”

พอถึงเวลาเย็นย่ำ โจ ก็จะกลับเข้าสู่โหมดการฝึกซ้อมออกกำลังกายอีกครั้ง ทั้ง วิดพื้น เล่นเวท เล่นกล้ามท้อง และฝึกสเต็ปฟุตเวิร์คเบาๆ บริเวณสนามหญ้าหน้าบ้าน เพื่อรักษาความฟิตของร่ายกายเอาไว้ให้พร้อมสำหรับศึกถัดไปของตนเอง

นอกจากนี้ ยังโชคดีที่ โจ มียิมเป็นของตัวเอง แม้ว่าจะไม่มีใครมาช่วยล้อเป้า แต่อย่างน้อยเขาก็ยังสามารถลับคมอาวุธใส่กระสอบทรายไปได้พลางๆ ก่อน เวลาในแต่ละวันของยอดฝีมือชาวไทยผู้นี้ ผ่านไปอย่างมีความหมายและมีคุณค่าต่อตัวเองเสมอ

หมอไฟเขียวชกต่อได้!วันเฮงเริ่มท้ออาการป่วย

มนัส บุญจำนงค์ตำนานนักชกเพลย์บอยอัจฉริยะแห่งวงการกำปั้นไทย

หมอไฟเขียวชกต่อได้!วันเฮงเริ่มท้ออาการป่วยแพทย์โรงพยาบาลเปาโลสะพานควาย ตรวจร่างกาย วันเฮง ซีพีเอฟ อย่างละเอียดยิบ พบสันกลางจมูกคดไปด้านซ้าย แต่ยืนยันชกได้ ส่วนสายตาด้านขวาวันเฮงขวามีปัญหา มีอาการมัว ขณะด้าน วันเฮง ซีพีเอฟ แชมป์โลกชาวไทยเผย สภาพร่างกายไม่ปกติโพรงจมูกและตา มีปัญหา ตนไม่ได้อยากเลิกมวย ทว่าอาการบาดเจ็บนั้นทำให้ตนรู้ดีว่า จะส่งผลต่อฟอร์มการชก จากนี้ไปคงต้องรอดูอาการว่า รักษาอย่างไร รักษาแล้วจะสามารถชกมวยต่อไปได้หรือไม่ ขณะที่ นพ.ตุ๋ย รุ่งเจริญ เผยว่าเบื้องต้นจะยังไม่ผ่าตัดโดยให้ทานยารักษาอาการไปก่อน แล้วติดตามผลอย่างต่อเนื่อง
เมื่อเวลา 09.30 น.ของวันอังคารที่ 23 มิ.ย. 63 ณ โรงพยาบาลเปาโลสะพานควาย กทม. วันเฮง ซีพีเอฟ แชมป์โลกรุ่นมินิมัมเวตสภามวยโลก WBC ได้เดินทางมาพร้อมเจ๊หนู แม่ย่านางค่ายเข้าตรวจโพรงจมูกที่มีปัญหามาร่วมปี จนส่งผลทำให้เจ้าตัวมีอาการหายใจไม่สะดวก ก่อนจะมาตัดสินใจโพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กว่าจะแขวนนวมชนิดแฟนคลับช็อกไปตามๆ กัน

จากการตรวจร่างกายโดย นายแพทย์ตุ๋ย รุ่งเจริญ นายแพทย์ศูนย์โรคระบบปราสาทและสมองและตรวจโพรงจมูก โดย นายแพทย์ ภิญโญ เปลี่ยนรังษี นายแพทย์โสด ศอ นาสิก ปรากฏว่า วัดความดันได้ 148/58 และชีพจร 51ครั้งต่อนาที ส่วนการตรวจโพรงจมูกนั้น พบว่า วันเฮง มีปัญหาการหายใจที่จมูกด้านซ้าย

นายแพทย์ภิญโญ แถลงว่า จากการตรวจโพรงจมูกของวันเฮง พบว่ามีการเอียงของสันกลางจมูก ทำให้สันกลางจมูกคดเอียงไปทางด้านซ้าย ทำให้ช่องจมูกซ้ายแคบกว่าช่องจมูกด้านขวา โดยด้านซ้ายมี 40 ขณะขวา 60 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งไม่มีปัญหาในการชกมวย ทั้งนี้ถ้าหากว่าจะทำการรักษา โดยทั่วไปจะต้องผ่าตัด เอาสั้นจมูกอ่อนและแข็งมาทำให้สันกลางจมูกแข็งแรงซึ่งใช้เวลานาน ถ้าหายแล้วจะมีปัญหาในการชกหากถูกกระทบ ดังนั้น ถ้าจะชกมวยต่อก็ไม่ควรผ่าตัด

หมอไฟเขียวชกต่อได้!วันเฮงเริ่มท้ออาการป่วย

ผู้สื่อข่าวรายว่า หลังจากที่ตรวจโพรงจมูกเสร็จแล้วด้านวันเฮงได้ไปตรวจตาโดยมี นายแพทย์หญิง วรภา ลีลาพฤทธิ์ เป็นผู้ตรวจให้

วันเฮงได้เปิดเผยหลังจากตรวจร่างกายอย่างละเอียดว่า จมูกซ้ายและตาขวามีปัญหา โดยที่โพรงจมูกซ้ายแคบ 40เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถ้าหากผ่าตัดจมูกก็จะไม่แข็งแรง กลับมาชกไม่ได้ แต่ถ้าเกิดไม่ผ่าตัดก็สามารถชกได้แต่เวลาโดนกระแทกหนักๆ ก็จะมีปัญหา ซึ่งการเป็นนักมวยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ จึงตัดสินใจไม่ผ่า ในส่วนของตา จากการขยายม่านตาดู ทางแพทย์บอกว่า สายตาด้านซ้ายไม่มีอะไร ส่วนด้านขวามัว เพราะวันเฮงสายตาสั้นและเอียง ซึ่งการขึ้นชกจะไม่สมบูรณ์เต็มร้อยเหมือนเดิม เพราะมีปัญหาทั้งจมูกและตา

 

หมอไฟเขียวชกต่อได้!วันเฮงเริ่มท้ออาการป่วย

”การตัดสินใจว่าจะชกต่อหรือไม่นั้น ถ้าเป็นแบบนี้ก็ต้องรอดูอีกที เพราะร่างกายไม่สมบูรณ์ ก็อยากจะเซฟร่างกายของตนเองด้วย ซึ่งความรู้สึกตอนนี้อยากจะเลิกมวย 80 เปอร์เซ็นต์ ชก 20 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ก็ต้องรอปรึกษากับทางหัวหน้าค่ายน้าเฮง และ เสี่ยตังค์  เพชรยินดี ผู้สนับสนุนอีกที ”นอกจากนี้ยังขอบคุณแฟนมวยทุกคนที่ให้กำลังใจมาอย่างไม่ขาดสาย”

''วันเฮง''ลงนวมซ้อมเรียกฟิต-ต้นสังกัดวางคิวอุ่นหมัดแล้ว

”วันเฮง”ลงนวมซ้อมเรียกฟิต-ต้นสังกัดวางคิวอุ่นหมัดแล้ว

''วันเฮง''ลงนวมซ้อมเรียกฟิต-ต้นสังกัดวางคิวอุ่นหมัดแล้ว

”วันเฮง”ลงนวมซ้อมเรียกฟิต-ต้นสังกัดวางคิวอุ่นหมัดแล้ว
“เสี่ยตังค์” โปรโมเตอร์ ปิยะรัตน์ วชิรรัตนวงศ์ วางโปรแกรมอุ่นเครื่องให้ ”ยักษ์แคระ” วันเฮง ซีพีเอฟ ปลายเดือน กันยายน ล่าสุดประเทศญี่ปุ่นติดต่อขอท้าชิง ทั้งนี้อยู่ที่วันเฮง ถ้าหากอาการบาดเจ็บหายก็พร้อมจัดชก แต่ถ้าเกิดคิดเลิกก็มีตัวแทนพร้อมที่จะผลักดันขึ้นสู่บัลลังก์โลกตามรอยวันเฮงต่อไป
ความเคลื่อนไหวหลังจาก วันเฮง ซีพีเอฟ แชมป์โลกรุ่น 105 ปอนด์ สภามวยโลก WBC เดินทางไปตรวจเช็กสภาพของตาและโพรงจมูกที่มีปัญหาเรื้อรังมานาน จนเป็นหนึ่งในสาเหตุที่อยากเลิกมวย ซึ่งผลการตรวจทั้งตาและจมูกมีปัญหาจริง แต่ยังสามารถชกมวยได้ ล่าสุดผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยัง เสี่ยตังค์ เพชรยินดี โปรโมเตอร์ผู้สนับสนุน วันเฮง ซีพีเอฟ เผยว่า ตอนนี้ให้วันเฮงพักรักษาตัวตามที่แพทย์สั่ง 2 อาทิตย์ เพราะมีอาการบาดเจ็บที่โพรงจมูกและตา แต่ตนก็เชื่อว่าน่าจะเกิดจากการเครียดที่ไม่ได้ขึ้นชกมานานถึง 8 เดือน แต่ก็ต้องยอมรับว่าสถานการณ์เป็นกันทั้งโลก จากการพูดคุยกับวันเฮงและหมอที่รักษาบอกว่า วันเฮงสามารถชกต่อได้ โดยที่โพรงจมูกอาจจะมีอาการเคืองรำคาญ แต่ถ้าชกมวยไปแล้วถึงจะผ่าตัด ถ้าหากชกมวยก็ไม่ต้องผ่าตัด

”จริงๆ แล้วไฟต์ต่อไปวันเฮงจะต้องไปชกที่อเมริกา แต่ทางโกลเดนบอยยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะจัดชกได้เมื่อไหร่ เหมือนกับทางรัฐบาลไทย แต่เราก็วางคิวให้วันเฮงปลายเดือนกันยายนเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นวันเฮงต้องหายก่อนและรอความชัดเจนจากทางรัฐบาล อีกทั้งยังมีทางญี่ปุ่นติดต่อให้ไปชกป้องกันแชมป์ อาจจะมีขึ้นราวเดือน พฤศจิกายน ซึ่งก็ต้องรอดูความชัดเจนอีกที ในส่วนกรณีที่วันเฮงไม่ไหว ทางเราก็มีแผนที่จะคุยกับทาง WBC เพื่อเอา เพชรมณี ซีพีเอฟ ที่อยู่ในรุ่น 108 ปอนด์ มาผลักดันให้ชิงแชมป์รุ่น 105 ปอนด์ แทน

ด้านเสี่ยตังค์ได้กล่าวต่อว่า ในช่วงไม่ได้ขึ้นชกทางบริษัทก็ได้ให้การช่วยเหลือตลอดทุกเดือน

มนัส บุญจำนงค์ตำนานนักชกเพลย์บอยอัจฉริยะแห่งวงการกำปั้นไทย

มนัส บุญจำนงค์ตำนานนักชกเพลย์บอยอัจฉริยะแห่งวงการกำปั้นไทย

มนัส บุญจำนงค์ตำนานนักชกเพลย์บอยอัจฉริยะแห่งวงการกำปั้นไทย

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา เชื่อว่าแฟนกีฬาหลายๆท่าน คงจะสะดุดกับคลิปวิดีโอที่ “ลีซอ” ธีรเทพ วิโนทัย อดีตดาวยิงทีมชาติไทย จากสโมสรชลบุรี เอฟซี ถือโอกาสในช่วงที่ฟุตบอลไทยลีก พักเบรกหนีโควิด-19 หันมาสวมนวม แล้วซ้อมมวยอย่างจริงจัง เพื่อเตรียมขึ้นชกในศึก 10 FIGHT 10 ซีซั่น 2 รายการที่นำดารา หรือบุคคลที่มีชื่อเสียง มาชกกันบนเวทีอย่างจริงจัง และคนที่เป็นเทรนเนอร์ ที่ช่วยสอนเชิงชกและล่อเป้าให้กับดาวเตะซูเปอร์สตาร์รายนี้ ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นอดีตนักชกระดับเหรียญทองโอลิมปิกอย่าง “เจ้าเติ้ล” มนัส บุญจำนงค์ นั่นเอง

    ย้อนเวลากลับไปเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ปฏิเสธไม่ได้ว่า อดีตกำปั้นทีมชาติไทยรายนี้ คือนักชกอันดับต้นๆของวงการอย่างแท้จริง เพราะนอกจากจะสร้างชื่อเสียงและความสำเร็จให้กับประเทศชาติจนนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว เรื่องราวนอกสังเวียนของเขา ก็ตกเป็นข่าวในด้านลบแบบไม่นับถ้วนเช่นกัน โดยเฉพาะเรื่องของผู้หญิง ที่เข้ามาพัวพันในชีวิตแบบไม่ซ้ำหน้า จนทำให้วีระบุรุษเหรียญทองโอลิมปิก 2004 รายนี้ ได้รับการขนานนามจากสื่อมวลชนในยุคนั้นว่า “คาสโนว่าผืนผ้าใบ”

    อย่างไรก็ตาม ด้วยความอิจฉริยะในการชก จึงทำให้ชื่อของ มนัส บุญจำนงค์ กลายเป็นนักกีฬาไทยคนแรกในประวัติศาสตร์ ที่สามารถคว้าเหรียญรางวัลจากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกได้ 2 สมัย ประกอบด้วยเหรียญทองโอลิมปิก 2004 ที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ และเหรียญเงินโอลิมปิก 2008 ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน