มั่นใจซิวชัย! “สิทธิชัย” คำรามลั่นคว่ำ “ซุปเปอร์บอน” ประเดิมศึก ONE 31 ก.ค.นี้

มั่นใจซิวชัย! “สิทธิชัย” คำรามลั่นคว่ำ “ซุปเปอร์บอน” ประเดิมศึก ONE 31 ก.ค.นี้

อภิมหาศึกไตรภาคที่ทุกคนรอคอย ระหว่าง “เจ้าเมย์” สิทธิชัย ศิษย์สองพี่น้อง กับ ซุปเปอร์บอน สองนักชกคิกบ็อกซิ่งอันดับต้นๆ ของโลก เพื่อพิสูจน์ศักดิ์ศรีว่าใครจะยืนหนึ่งในรุ่นเฟเธอร์เวต (70.3 กก.) ซึ่งจะจัดขึ้นในศึก ONE: NO SURRENDER วันที่ 31 ก.ค.นี้ ที่กรุงเทพฯ

ก่อนที่ทั้งคู่จะจรดปากกาเซ็นสัญญากับ วัน แชมเปียนชิพ สิทธิชัย เคยชนะ ซุปเปอร์บอน ในรอบก่อนรองชนะเลิศของศึกคุนหลุนไฟต์ ทัวร์นาเมนต์ ที่ประเทศจีน เมื่อ 23 มกราคม 2559 ด้าน ซุปเปอร์บอน กลับมาทวงแค้นได้ในอีก 8 เดือนต่อมา โดยทั้งคู่ต่างก็มีดีกรีเป็นแชมป์รายการนี้แต่ต่างปีกัน

“เจอกันครั้งแรกผมน็อก ซุปเปอร์บอน ด้วยฮุกขวาในยกที่สอง ตอนนั้นผมมองว่าเขายังใหม่กับเวทีคิกบ็อกซิ่งครับ แต่รอบหลังที่ผมแพ้คะแนนเอกฉันท์ ยอมรับว่าเขาเก่งขึ้น ซึ่งตอนนั้นผมมีอาการบาดเจ็บที่ขาด้วย จึงทำให้สู้ได้ไม่เต็มที่”

 เพื่อไม่ให้ถูกครหาว่าแก้ตัว สิทธิชัย จึงยินดีเปิดศึกชี้ชะตาในเวทีระดับโลก วัน แชมเปียนชิพ เพื่อจะได้ชี้ชัดว่า ลูกศิษย์ที่มีครูคนเดียวกัน ใครจะอยู่ใครจะไป!

“ผมมั่นใจว่าเบสิกคิกบ็อกซิ่งของผมแน่นกว่า รวมถึงหมัดที่เร็วและหนักกว่าแน่นอน ผมไม่ได้มองว่าเขามีจุดอ่อน แต่กลับมองว่าเขามีจุดเด่นที่ลูกเข่าและเตะก้านคออีกด้วย”

การเตรียมตัวรอบนี้ของ สิทธิชัย มีเทรนเนอร์ถึงสองคน คือ “อาจารย์จักรกฤษ ศิษย์สองพี่น้อง” ที่เน้นฝึกในเรื่องของฝีมือ เชิงมวย และสไตล์การชก ส่วนอีกคนคือ “อาจารย์โต้ง เสิงสาง” รายนี้จะเน้นการซ้อมในแบบฉบับเดินสู้ สายบู๊ ดุดัน พอรวมเข้าด้วยกัน สิทธิชัย จึงกลายเป็นนักคิกบ็อกเซอร์ที่ครบเครื่อง นอกจากนี้เขายังต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับกฎกติกาของ วัน แชมเปียนชิพ อีกด้วย

“ผมอยากบอก ซุปเปอร์บอน ว่า เตรียมตัวมาให้ดี ผมไม่อ่อนข้อให้แน่นอน รอบนี้จะได้วัดกันไปเลยว่าใครยืนหนึ่ง บนเวทีเราคือศัตรูกัน แต่ลงมาแล้วก็เป็นพี่น้องกันเหมือนเดิม”

“ถ้าเขาลุยมา ผมก็พร้อมที่จะลุยกลับทันที ไม่ได้คิดว่าจะถึงขั้นได้น็อก เพราะมันอยู่ที่โอกาสหน้างาน แต่มั่นใจว่ารอบนี้ผมต้องชนะคะแนนอย่างเป็นเอกฉันท์ครับ”

สมิงดำป้องแชมป์สำเร็จรุ่น122ป.ประเดิมศึกศึกจ้าวมวยไทย

สมิงดำป้องแชมป์สำเร็จรุ่น122ป.ประเดิมศึกศึกจ้าวมวยไทย

สมิงดำป้องแชมป์สำเร็จรุ่น122ป.ประเดิมศึกศึกจ้าวมวยไทย

    ช่อง 3 ศึกจ้าวมวยไทย วิกอ้อมน้อย ประเดิมจัดแบบระบบปิด ทำตามกฎได้อย่างถูกต้อง ทำให้ผลงานออกเป็นที่ยอมรับ ยกให้เป็นต้นแบบในการจัดมวย  ส่วนคู่เอก ป้องแชมป์สำเร็จ สมิงดำ ฉ.อจลบุญ อาศัยลูกหนักดักวางแข้งต่อยหมัดฟันศอกขวางแทงโต้ได้เน้นๆ ก่อนมาสาวหมัดชุดเล่นงาน เพชรสุนทรี จิตรเมืองนนท์ เมาออกอาการในช่วงปลายๆ ก่อนยุบแผ่วไปตามสภาพ ครบยกสมิงดำคว้าชัยลงมาขาดลอย ป้องกันแชมป์รุ่น 122 ปอนด์ ไว้ได้อีกครั้ง ในการเจอกันเป็นคู่เอก ศึกจ้าวมวยไทย นัดวันเสาร์ที่ 4 ก.ค. 63 ณ วิกอ้อมน้อย จ.นครปฐม ที่ผ่านมา  

    ศึกจ้าวมวยไทย ที่เวทีอ้อมน้อย จ.นครปฐม คู่เอก สมิงดำ ฉ.อจลบุญ (แดง) พบ  เพชรสุนทรี จิตรเมืองนนท์ (น้ำเงิน) พิกัดชก ป้องกันแชมป์รุ่นซูเปอร์แบนตั้มเวต 122 ปอนด์ เรตเปิด เสมอสมิงดำ กรรมการผู้ห้าม ธันวุธ รังรองอนุสรณ์  หมดยกแรก เสมอสมิงดำ ยกสอง สมิงดำ นักชกพันธุ์ดุฟอร์มสด เปิดเกมดันแย็บต่อยหมัดสาดแข้งสับศอกขวางแทงท้าดวลชวนแลก ขณะเพชรสุนทรีประเภทฝีมือแจ๋วไม่แลก โยกดักถีบหวดแข้งเตะล่างสลับบนพลิกเหลี่ยมสู้แต่ลูกหนักเป็นรอง หมดยกสอง สิงห์ดำต่อ 5-3

     ยกสาม ด้านสมิงดำยิ่งชกยิ่งใหญ่ไม่มั่วใช้แผนตั้งรับล่อให้เพชรสุนทรีเดินเข้าหาแล้วชิงถีบเตะซ้ายสลับขวาอัดชายโครงต่อยหมัดมีศอกเสริมออกได้หลากหลาย ปะทะทีต่อทีได้เปรียบ ทำให้เพชรสุนทรีทำได้ไม่ถนัด หมดยกสาม สมิงดำต่อ 7-1 ยกสี่ เพชรสุนทรีรู้ตัวเป็นรอง พยายามเดินสาวหมัดหวดแข้งขวางแทงฟันศอกหวังเอาคืนแต่ทำๆ หยุดๆ ไม่ต่อเนื่อง จึงเข้าทางสมิงดำที่มาเลือกออกอาวุธทำได้เข้าตาเล่นงานเพชรสุนทรีย์มียุบให้เห็น หมดยกสี่ สมิงดำต่อ 25-1 ยกสุดท้าย ด้าน เพชรสุนทรีไม่มีอะไรจะเสีย ไล่สาวหมัดฟันศอกสู้แต่เรี่ยวแรงไม่เหมือนเดิมทำให้สมิงดำได้ใจหันมาคุมเกมจนครบยกไม่มีปัญหา เป็นสมิงดำที่คว้าชัยป้องกันแชมป์ได้สำเร็จ 49-47 คะแนน ทั้งสามเสียง 

    คู่รอง คีรีหลวง ช.ห้าพยัคฆ์ (แดง) พบ  ชาญยุทธ ศักดิ์รุ่งเรือง (น้ำเงิน) พิกัดชก 123 ปอนด์ เรตเปิด ชาญยุทธ ต่อ 10-9 กรรมการผู้ห้าม ดร.พิทักษ์ ทองแผ่ หมดยกแรก คีรีหลวงต่อ 10-9   หมดยกแรก คีรีหลวงต่อ 10-9 ยกสอง คีรีหลวงประเภทเตี้ยสั้นกว่าขยับดันขู่ต่อยหมัดหวดขาเจาะยางท้าแลก ขณะชาญยุทธมาใหญ่ไม่กลัว โยกถีบหวดแข้งขวางแทงสกัดโต้เถียงได้เน้นๆ หมดยกสอง เสมอ ชาญยุทธ ยกสาม ชาญยุทธที่ถึงแม้จะโดนหมัดโดนแข้งแต่ทนได้ มาอาศัยความใหญ่หาช่องดันชิงแย๊บเตะซ้ายสลับขวาฉายได้ต่อเนื่อง คีรีหลวงที่โดนแล้วทำได้ไม่ถนัดคิดช้าทำช้า หมดยกสาม ชาญยุทธต่อ 3-2 

ตอกย้ำความรวย! “ฟลอยด์” เปิดคฤหาสน์หรู 700 ล้าน อวดแฟนให้ชมกันเต็มตา

ตอกย้ำความรวย! “ฟลอยด์” เปิดคฤหาสน์หรู 700 ล้าน อวดแฟนให้ชมกันเต็มตา

“เดอะมันนี่” ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์ กำปั้นไร้พ่ายชาวสหรัฐฯ เปิดบ้านในเบเวอรี่ ฮิลส์ โชว์แฟนๆ ในโลกออนไลน์ ด้วยการไลฟ์สดผ่าน อินสตาแกรม ส่วนตั โดยมีแฟนๆ เข้าชมกว่า 25,000 คน

โดย อดีตนักชกวัย 43 ปี เริ่มต้นด้วยการพาไปทัวร์โรงรถของตัวเองที่มีรถสีดำล้วนจอดเรียงรายกว่า 10 คัน ซึ่งเป็นรถหรูมูลค่ารวมกว่า 20 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 620 ล้านบาท) ก่อนที่จะเดินพาออกไปชมบรรยากาศรอบๆ บ้านที่มีน้ำพุขนาดใหญ่หน้าบ้าน

จากนั้นเริ่มพาทัวร์ภายในตัวบ้านโดยเริ่้มจากสระว่ายน้ำกลางบ้านขนาดใหญ่ แวะชมห้องเก็บรองเท้าที่มีมากกว่า 300 คู่, ห้องเก็บเสื้อผ้าขนาดใหญ่ ห้องครัว ก่อนเดินผ่านห้องครัวแล้วขึ้นชั้นสองดูบรรยากาศโดยรอบจากชั้นบน

สำหรับ บ้านในเบเวอรี่ ฮิลส์ อดีตแชมป์โลก 5 รุ่น ทุ่มเงินจำนวน 25 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 775 ล้านบาท) ซื้อมาครอบครองเมื่อปี 2018 ที่เพรียบพร้อมทุกสิ่งไม่ว่าจะเป็น ห้องนอนใหญ่ 6 ห้อง, ห้องน้ำ 10 ห้อง, ห้องเก็บไวน์ 225 ขวด, ฟิตเนสขนาดใหญ่, โรงภาพยนตร์ในบ้าน

นอกจากนี้ยังจ้างพ่อครัวส่วนตัว, แม่บ้านกว่า 10 คน คอยให้การบริการและดูแลเรื่องอาหารการกินตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งกับคฤหาสน์หรูหลังใหม่ที่เจ้าตัวเพิ่งอวดโฉมนั้นจะมีขนาดใหญ่ และกว้างกว่าบ้านหลังเก่าที่นครลอสแอนเจลิส

สำหรับ ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์ กลายเป็นนักกีฬาที่ทำเงินได้มากที่สุดแห่งทศวรรษ 2010 (ในช่วงระหว่างปี 2010-2019) จากการจัดอันดับของ ฟอร์บส์ (Forbes) นิตยสารทางการเงินชื่อดังของสหรัฐอเมริกา โดยโกยรายได้ไปมากถึง 915 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 28,400 ล้านบาท)

เปิดก่อนเลย! “รถถัง” ข่ม “เพชรดำ” ขอจองคู่ดุเดือด, แอบเหน็บกลัวคู่ชกวิ่งหนี

เปิดก่อนเลย! “รถถัง” ข่ม “เพชรดำ” ขอจองคู่ดุเดือด, แอบเหน็บกลัวคู่ชกวิ่งหนี

แชมป์โลก ONE มวยไทย รุ่นฟลายเวต “รถถัง จิตรเมืองนนท์” ตอบตกลงทันทีเมื่อรู้ว่าต้องป้องกันตำแหน่งกับอดีตคู่ปรับเก่าที่เคยเจอกันมาแล้วสองครั้งอย่าง “เพชรดำ เพชรยินดีอะคาเดมี” ในศึก ONE: NO SURRENDER วันที่ 31 ก.ค.นี้ที่ กรุงเทพฯ เจ้าตัวลั่นไฟต์นี้ตนพร้อมบวก วอนคู่แข่งอย่าถอยหนีก็แล้วกัน

หลายเดือนที่ผ่านมา รถถังซ้อมอยู่ที่ค่ายแฟร์เท็กซ์ เคียงข้างหวานใจ “แสตมป์ แฟร์เท็กซ์” ที่พัทยา โดยมีเทรนเนอร์ประจำค่ายช่วยดูแลเรื่องการซ้อมให้ แม้จะไม่มีรายการชกในช่วงวิกฤตโควิด-19 แต่เจ้าตัวไม่เคยห่างซ้อม ยืนยันสภาพร่างกายตอนนี้ฟิตเต็มร้อย

เมื่อถามถึงการชกกับเพชรดำในสองไฟต์ก่อนหน้านี้ซึ่งผลัดกันแพ้-ชนะ โดยไฟต์แรกจัดขึ้นในศึกเพชรยินดี เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2560 รถถังเป็นฝ่ายแพ้ ก่อนที่จะกลับมาล้างตาในศึกจิตรเมืองนนท์ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2561 ได้สำเร็จ

“ตอนนั้นผมเพิ่งกลับเข้ามาชกในกรุงเทพฯ รอบสองใหม่ๆ ขึ้นชกกับ ไข่มุกขาว 131 ป. แล้วลดฮวบลงมาชกกับ เพชรดำ 126 ป. นะครับ ถ้าผมจำไม่ผิด น้ำหนักสวิง ร่างกายยังไม่คงที่ ผมแพ้เพราะหมดแรงช่วงปลายๆ แต่ไม่ได้แพ้เหลี่ยมมวยนะครับ”

he

“พอเจอกันไฟต์ที่สอง ร่างกายผมกลับมาอยู่ตัวแล้ว ได้เคลื่อนไหวตลอด เพชรดำเขาก็แพ้ขาดเลย มีอาการทุกยก”

อย่างไรก็ตาม รถถังดูไม่มีความกังวลใจแต่อย่างใดในไฟต์นี้ แถมยังตั้งใจที่จะรักษาแชมป์ และชกให้ได้ใจคนดูที่สุด

“แฟนๆเฝ้ารอคอยมวยกลับมาชก พอ วัน แชมเปียนชิพ เปิดนัดแรกยิ่งใหญ่แบบนี้ มันต้องแข่งกัน ทุกคู่ต้องโชว์ฟอร์มให้ดี เขายอมจ่ายค่าตัวเป็นล้าน แต่เรามาชกได้แค่หลักแสน มันไม่ใช่ มันเป็นอาชีพของเรา และเราต้องทำให้คุ้มค่าตัว และที่สำคัญเลยคือต้องให้ได้ใจคนดูครับ”

“เพชรดำเขาเพิ่งแพ้น็อกเสียแชมป์ แล้วก็สร้างฟอร์มขึ้นมา ซึ่งผมคิดว่าไม่มีอะไรที่ต้องกังวล ถ้าจะกังวลก็คงมีแค่เรื่องเดียว คือ ผมกลัวเค้าถอย ไม่ค่อยออกฝีมือ จะดักเตะอย่างเดียว คือผมอยากให้มันสนุก ทุกคนได้แข่งกันจริงๆ ถ้าเป็นภาษาบ้านๆ ก็คือ จองคู่ดุเดือด แต่ถ้าเขามัวแต่จะเน้นชนะ เน้นตั้งรับ ยังไงผมก็เป็นสไตล์ผมอยู่แล้ว ผมเดินบวกแน่นอน”

ศึก ONE: SURRENDER นอกจากจะมี รถถัง vs เพชรดำ แล้ว ยังมี เพชรมรกต vs ยอดแสนไกล (ป้องกันแชมป์โลก ONE มวยไทย รุ่นเฟเธอร์เวต)

และ สิทธิชัย vs ซุปเปอร์บอน (คิกบ็อกซิ่ง ซูเปอร์ไฟต์ รุ่นเฟเธอร์เวต) อีกด้วย

นิตยสารมวยชื่อดังอเมริกาขอสัมภาษณ์ “วันเฮง” หลังประกาศจะแขวนนวม

นิตยสารมวยชื่อดังอเมริกาขอสัมภาษณ์ “วันเฮง” หลังประกาศจะแขวนนวม

นิตยสารมวยชื่อดังอเมริกาขอสัมภาษณ์ "วันเฮง" หลังประกาศจะแขวนนวม

    เดอะ ริงค์ แม็กกาซีน นิตยสารมวยชื่อดังจากอเมริกา ติดต่อไปยังสภามวยโลก เพื่อประสานขอสัมภาษณ์ วันเฮง ซีพีเอฟ แชมป์โลกรุ่น 105 ปอนด์ สภามวยโลก WBC โดยทางสภามวยโลกได้ประสานมายังสภามวยเอเชียพร้อมเมลคำถามมาให้ ซึ่งทางสภามวยเอเชียได้มอบหมายให้ คุณสุรพจน์ พงษ์จิวานิช ฝ่ายประชาสัมพันธ์สภามวยเอเชีย มาสัมภาษณ์แทนพร้อมแปลเป็นภาษาอังกฤษส่งกลับไปยังเดอะ ริงค์

    เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2563 ทางสภามวยเอเชีย ได้มอบหมายให้คุณสุรพจน์ เป็นตัวแทนของ นิตยสาร The Ring Magazine สัมภาษณ์ความรู้สึกของวันเฮงที่ประกาศแขวนนวมผ่านทาง facebook โดยถามว่า 

    ”หลังจากที่ได้ประกาศแขวนนวมไปแล้ว อะไรเป็นแรงจูงใจให้เปลี่ยนใจ ซึ่งทางวันเฮงได้ตอบว่า” ก็ยังไม่ได้เปลี่ยนใจเพียงแต่จะขอดูสภาพร่างกายก่อนถ้าฟิตซ้อมแล้วจมูกและตาหายดีก็จะชกต่อ แต่ถ้าไม่ดีก็ไม่อยากชกเพราะไม่อยากทำให้ชื่อเสียงของค่ายมวยมีนะโยธินที่สั่งสมมานานกว่า 40 ปีต้องเสียหาย 

    ส่วนคำถามที่ 2 ทาง The Ring ฝากถามว่า คุณมีเป้าหมายอย่างไรในการกลับมาชกมวยครั้งนี้ซึ่ง วันเฮง ได้ตอบว่า ”ไม่คิดอะไร อยู่ที่ตากับจมูกของเรา ถ้าหากมันไม่ดีขึ้นก็ไม่ชก เพราะถ้าชกกับไปแล้วไม่ดีก็เสียชื่อค่าย”

”ฉัตร์ชัยเดชา” ตื่นเต้นภรรยาเตรียมคลอดบุตรคนที่ 2 อีก 3 สัปดาห์

”ฉัตร์ชัยเดชา” ตื่นเต้นภรรยาเตรียมคลอดบุตรคนที่ 2 อีก 3 สัปดาห์

”เจ้าสด” ฉัตร์ชัยเดชา บุตรดี นักมวยสากลสมัครเล่นทีมชาติไทย ที่สามารถคว้าโควตาไปชกในกีฬาโอลิมปิก 2020 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ในช่วงกลางปีหน้าได้สำเร็จ จากการคว้าโควตาในศึกมวยสากลสมัครเล่นคัดเลือกโอลิมปิก 2020 โซนเอเชีย-โอเชียเนีย ที่ประเทศจอร์แดน เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
ล่าสุด เมื่อวันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน 63 นักชกวัย 35 ปีรายนี้ได้ขอลาจากการฝึกซ้อมที่ศูนย์ฝึกกีฬาแห่งชาติมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เป็นเวลา 1 วัน เพื่อพา ”น้องจิบ” จุฑารัตน์ บุตรดี (เนียมสุ่ม) ภรรยาสาว ที่กำลังตั้งครรภ์บุตรสาวคนที่ 2 เป็นเวลา 8 เดือน ไปพบแพทย์ตามนัดเพื่อตรวจสุขภาพลูกในครรภ์ก่อนจะลืมตามาดูโลกในวันที่ 19 กรกฎาคมนี้

กำปั้นชาวจังหวัดสระแก้วที่กำลังจะขึ้นชกในกีฬาโอลิมปิกเป็นสมัยที่ 3 ในปีหน้าได้กล่าวว่า รู้สึกตื่นเต้นและดีใจมากที่บุตรสาวคนนี้กำลังจะลืมตามาดูโลก เพราะตลอดระยะเวลาที่ภรรยาตั้งครรภ์ ตนได้อยู่ดูแลลูกคนนี้ในครรภ์ภรรยามาโดยตลอด เนื่องจากใน ช่วงที่โควิด-19 ระบาดในประเทศไทย เมื่อ 2-3 เดือนก่อนตนและนักชกทีมชาติไทยคนอื่นๆ ต้องแยกกันซ้อมที่บ้าน จึงมีเวลาดูแลลูกและภรรยาอย่างใกล้ชิดมาอย่างต่อเนื่อง

ตรงกันข้ามกับตอนภรรยาตั้งครรภ์บุตรสาวคนแรกที่ตนเองแทบไม่ได้อยู่ดูแลลูกและภรรยาเลย เนื่องจากตรงกับช่วงที่ไปเก็บตัวฝึกซ้อมที่ประเทศอังกฤษ ก่อนที่จะชกในโอลิมปิก 2012 พอดี

”ตอนนี้ผมรู้สึกตื่นเต้นมากที่กำลังจะมีทายาทคนที่ 2 พร้อมกับเป็นแรงผลักดันที่ทำให้ผมตั้งใจซ้อมอย่างเต็มที่เพื่อนำเหรียญโอลิมปิกกลับมาฝากลูกๆ และภรรยาให้ได้” นักชกเจ้าของแชมป์เอเชีย 2015 กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ภรรยามีกำหนดคลอดในอีก 3 สัปดาห์ข้างหน้าตนเองได้วางแผนที่จะลาซ้อมจากแคมป์ทีมชาติเป็นเวลา 1 สัปดาห์เพื่อดูแลบุตรสาวคนที่ 2 และภรรยาอย่างเต็มที่

“ซุปเปอร์บอน” ดาวเด่นประดับวงการที่ตบเท้าเข้าสังกัด ONE อีกคน

“ซุปเปอร์บอน” ดาวเด่นประดับวงการที่ตบเท้าเข้าสังกัด ONE อีกคน

"ซุปเปอร์บอน" ดาวเด่นประดับวงการที่ตบเท้าเข้าสังกัด ONE อีกคน

อีกหนึ่งยอดมวยชาวไทยระดับตัวท็อปโลก “ซุปเปอร์บอน” หลังจรดปากกาเซ็นสัญญาเข้าร่วมสังเวียน วัน แชมเปียนชิพ แฟนๆ ก็จับตาเขาทันที ด้วยชื่อเสียงประสบการณ์ผ่านมวยมาอย่างโชกโชน นอกจากดีกรีแชมป์หลายเวที เขายังจัดเป็นมวยอัจฉริยะที่ผ่านมาแล้วทั้งมวยไทยและคิกบ็อกซิ่ง ซึ่งทุกความสำเร็จนั้นล้วนแต่ต้องใช้ความมานะพยายามทั้งสิ้น

“ซุปเปอร์บอน” ในอดีตรู้จักกันในสีเสื้อ ลูกเจ้าแม่สายวารี เขามีชื่อเล่นว่า “บอน” ชื่อจริงคือ นายศุภชัย หมื่นสังข์ ปัจจุบันอายุ 29 ปี มีพื้นเพเป็นคน อ.ควนขนุน จ.พัทลุง มีพี่น้องทั้งหมด 4 คน เขาเป็นคนที่สาม ในวัย 5 ขวบ ซุปเปอร์บอน ได้เริ่มทำความรู้จักกับมวยไทยจากผู้เป็นพ่อที่ชื่นชอบกีฬาชนิดนี้เป็นชีวิตจิตใจ จนเปิดค่ายมวยของตนเองในชื่อ “ลูกเจ้าแม่สายวารี” ที่นั่นมีเทรนเนอร์คนสำคัญซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมของพ่อคือ นายบุญธรรม สมพิศ

เขาร่ำเรียนวิชามวยอยู่หนึ่งปี จึงได้ขึ้นชกและแพ้ติดต่อกันถึง 5 ครั้ง ซุปเปอร์บอน ตั้งความหวังที่จะทำให้พ่อภูมิใจ เขาจึงทุ่มเทฝึกฝนอย่างหนักจนฟอร์มดีขึ้นเรื่อยๆ และเริ่มมีชื่อเสียงขจรขจาย ขยายพื้นที่จากละแวกชุมชน เป็นจังหวัด เป็นภาค และก้าวขึ้นสู่เวทีมวยมาตรฐานในเมืองหลวงตอนอายุ 15 ปี

หลังจากจบชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนประจำจังหวัด เขาก็เข้าศึกษาในระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต (RBAC) คณะบริหารธุรกิจ สาขาคอมพิวเตอร์ พร้อมกับย้ายถิ่นฐานเข้ามาพำนักอยู่ที่กรุงเทพฯ และเปลี่ยนที่ซ้อมมวยเป็นค่าย ต.เฉลิมชัย ย่านเหม่งจ๋าย

ความเก่งกาจของเขาเริ่มมีเครื่องหมายการันตี ด้วยการเป็นแชมป์ประเทศไทยรุ่นไลต์เวต 135 ปอนด์ พร้อมป้องกันแชมป์ต่อเนื่องถึงขั้นเก็บชัยชนะจาก “สิงห์ร้ายแดนขแมร์” หรือ สิงห์ดำ เกียรติหมู่ 9 มวยรุ่นพี่ดีกรียอดมวยไทยปี 2549 ได้สำเร็จ ทั้งยังเป็นรองแชมป์มวยรอบอีซูซุครั้งที่ 22 และรองแชมป์มวยรอบโตโยต้ามาราธอนอีกด้วย

ขณะที่ตลาดนักมวยใหญ่ในบ้านเราไม่เป็นที่นิยม ซุปเปอร์บอน จึงเริ่มห่างหายจากการชก เป็นขาลงจนเขามีทีท่าจะแขวนนวม และผันตัวไปเป็นเทรนเนอร์ร่วมกับพี่ชาย (นายคงศักดิ์) ที่บินลัดฟ้าไปเปิดยิมถึงถิ่นจิงโจ้

พอดีมีคนทาบทามให้เขาร่วมชกในรายการมวยไทยนานาชาติ ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในวัย 23 ปี ประกอบกับย้ายมาอยู่ค่าย “บัญชาเมฆ” ของยอดตำนานซูเปอร์สตาร์นักชกไทยอย่าง “บัวขาว” จึงมีรายการติดต่อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จนสุดท้ายเขาได้เป็นแชมป์รายการคุนหลุนไฟต์ และ เอ็นฟิวชัน มีชื่อเสียงเบอร์ต้นๆ ในระดับโลก

ผลงานและการสร้างชื่อเสียงให้กับสยามประเทศมากมาย เขาจึงควรค่าแก่การได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติ “มวยไทยสมัครเล่นดีเด่น (ชาย)” จากวันมวยไทยแห่งชาติ ครั้งที่ 6 ในปี 2561

หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ซุปเปอร์บอน ได้เข้ารับราชการทหารต่อทันที จนปัจจุบันมียศสิบโท สังกัดกองสรรพาวุธ กรมทหารราบที่ 5 หลังจากค่ายบัญชาเมฆย้ายไปอยู่เชียงใหม่ ซุปเปอร์บอน จึงย้ายมาซ้อมอยู่ค่ายมวยไทยอะคาเดมี แถวคลองเตย แทน

การเซ็นสัญญาเพื่อเข้ามาร่วมศึกกับ วัน แชมเปียนชิพ ในครั้งนี้ จะเป็นบทพิสูจน์ที่สำคัญของ ซุปเปอร์บอน เพราะในรุ่นน้ำหนักเดียวกับเขา มียอดฝีมือตบเท้าเข้ามาอยู่กับ ONE มากที่สุดเป็นประวัติการณ์

ชีวิตนักมวยดังในต่างแดน “โจ ณัฐวุฒิ” อยู่อย่างไรในอเมริกา?

ONE Championship

ชีวิตนักมวยดังในต่างแดน “โจ ณัฐวุฒิ” อยู่อย่างไรในอเมริกา?

(21 พ.ค.63) อีกหนึ่งยอดมวยไทยที่ไป โด่งดังไกลถึงต่างแดน เจ้าของแชมป์ไลออนไฟต์สองรุ่น และ WMC มวยไทย “สโมกกิน โจ ณัฐวุฒิ” อย่างที่ทราบโดยทั่วกันว่า อเมริกาเป็นอีกหนึ่งประเทศใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิด-19 ขั้นรุนแรงด้วยยอดผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตจำนวนมหาศาล โชคดีที่ โจ ซึ่งอาศัยอยู่ที่นั่นมากว่า 7 ปี ดูแลตัวเองเป็นอย่างดี สามารถรับมือกับมันเพื่อรอวันกลับคืนสู่สังเวียนอีกครั้ง

โจ ณัฐวุฒิ อยู่อย่างไรในอเมริกา?

แต่ละวันของ “สโมกกิน โจ” เขาใช้เวลาไปอย่างคุ้มค่ากับงานอดิเรกต่างๆ ที่บ่งบอกถึงความเรียบง่ายในแบบฉบับของตัวเอง เริ่มต้นจากการตื่นเช้า ออกวิ่งเป็นประจำวันละ 5-6 กิโลเมตร บริเวณสวนสาธารณะแถวบ้าน

“ผู้คนที่นี่ (รัฐจอร์เจีย) มีความรับผิดชอบต่อส่วนรวมดีครับ หากเห็นใครวิ่งมาในระยะที่เริ่มจะเข้าใกล้กัน ต่างคนก็ต่างหลบเพื่อรักษาระยะห่างทางสังคมเอาไว้เสมอ ทุกคนยังใช้ชีวิตกันตามปกติ เพียงแต่บริษัทห้างร้านปิดทำการลงชั่วคราวเท่านั้น” โจ อธิบายถึงสภาพแวดล้อมในเมืองที่เขาอาศัยอยู่ในปัจจุบัน

หลังจากนั้นในช่วงสายๆ ของวัน โจ จะใช้เวลาอยู่กับแปลงผักสวนครัว โดยเขาไม่จำเป็นต้องไปหาซื้อผักที่ไหน เพียงแค่เดินไปข้างๆ บ้าน เด็ดผักจากในสวน แล้วกลับเข้าครัว ลงมือทำสลัดทานเองง่ายๆ เมนูปกติธรรมดา แต่เต็มไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ ซึ่งส่วนใหญ่ผักที่เขาปลูก ก็จะมีทั้ง ผักบุ้ง ผักขม และพริก

เข้าสู่ช่วงบ่ายมีสิ่งหนึ่งที่ โจ ทำทุกวันไม่เคยขาด นั่นคือการอ่านหนังสือออนไลน์วันละ 2 ชม. เพราะภาษาอังกฤษ คือสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะกับคนที่ต้องสู้ชีวิตไกลบ้านเกิดเมืองนอนแบบเขา

“ตั้งแต่ผมย้ายมาอยู่ที่อเมริกาเมื่อประมาณ 7 ปีที่แล้ว ผมไม่มีความรู้ภาษาอังกฤษติดตัวเลย ทุกอย่างนับหนึ่งใหม่หมด ผมบอกกับตัวเองว่าต้องอ่านหนังสือทุกวัน ประกอบกับความโชคดีเมื่อผมย้ายเข้ามาอยู่รัฐจอร์เจีย ที่นี่จะมีศูนย์การเรียนรู้ประจำเมืองที่เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเรียนภาษาอังกฤษได้ฟรีๆ ผมไปเรียนทุกสัปดาห์ อาทิตย์ละประมาณ 2 – 3 ครั้ง”

เมื่อเสร็จจากการอ่านหนังสือ บางที โจ ก็เลือกขี่จักรยานชมเมืองไปเรื่อยๆ หรือเดินเล่นในหมู่บ้าน หากไม่อยากออกไปไหน ดนตรี ก็จะเป็นกิจกรรมที่ผ่อนคลายความเบื่อหน่ายได้ดีทีเดียว

“ผมพอจะร้องเพลงและเล่นกีตาร์ได้บ้างครับ วงโปรดผมคือ Linkin Park ก็จะชอบเอาเพลงวงนี้มาร้องเล่นอยู่เป็นประจำ”

พอถึงเวลาเย็นย่ำ โจ ก็จะกลับเข้าสู่โหมดการฝึกซ้อมออกกำลังกายอีกครั้ง ทั้ง วิดพื้น เล่นเวท เล่นกล้ามท้อง และฝึกสเต็ปฟุตเวิร์คเบาๆ บริเวณสนามหญ้าหน้าบ้าน เพื่อรักษาความฟิตของร่ายกายเอาไว้ให้พร้อมสำหรับศึกถัดไปของตนเอง

นอกจากนี้ ยังโชคดีที่ โจ มียิมเป็นของตัวเอง แม้ว่าจะไม่มีใครมาช่วยล้อเป้า แต่อย่างน้อยเขาก็ยังสามารถลับคมอาวุธใส่กระสอบทรายไปได้พลางๆ ก่อน เวลาในแต่ละวันของยอดฝีมือชาวไทยผู้นี้ ผ่านไปอย่างมีความหมายและมีคุณค่าต่อตัวเองเสมอ